แก่นตะวัน
ReadyPlanet.com


แก่นตะวัน


user image

 

แก่นตะวัน

สรรพคุณของแก่นตะวัน

ชาวอินเดียนแดงปลูกต้นแก่นตะวันไว้รับประทานหัว โดยมีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดการติดเชื้อ เพราะสารอินนูลินจะช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร อย่างเชื้ออี.โคไล (E.Coli) และโคลิฟอร์ม (Coliforms) และในขณะเดียวกันยังไปช่วยเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายให้เจริญเติบโตดีขึ้นอีกด้วย เช่น บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลัส (Lactobacillus)
ช่วยป้องกันอาการภูมิแพ้ การแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก
แก่นตะวันลดความอ้วน ช่วยลดน้ำหนักและความอ้วน ภายในหัวจะมีน้ำประมาณ 80% และมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 18% ซึ่งคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่จะเป็นอินนูลิน (Inulin) ซึ่งอินนูลินเป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้ความหวานได้ แต่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะและลำไส้เล็ก จึงสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้นาน จึงช่วยทำให้ไม่รู้สึกหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยสามารถช่วยควบคุมพลังงานที่ได้รับต่อวันได้เป็นอย่างดี จึงช่วยลดความอ้วนและป้องกันโรคเบาหวานไปด้วยในตัว ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าหนูที่ได้รับสารนี้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ น้ำหนักตัวของมันจะลดลงมากกว่าหนูปกติถึง 30% โดยดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังระบุด้วยว่าแก่นตะวันสามารถช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าพืชลดความอ้วนชนิดอื่นๆ ที่คนไทยรู้จักกันดีเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างเช่น หญ้าหมาน้อย หัวบุก และเม็ดแมงลัก เป็นต้น
ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากแก่นตะวันมีสารประกอบเชิงซ้อนกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานต่ำกว่าคาร์โบไฮเดรตทั่วไป มีลักษณะคล้ายแป้ง แต่มีคุณสมบัติในการรักษาสมดุลของสารอาหารที่รับประทาน โดยสามารถรับประทานได้มากขึ้น แต่ยังช่วยคงระดับพลังงานให้คงที่ได้ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ซึ่งไม่เหมือนกับแป้งทั่วไปที่ร่างกายย่อยสลายแล้วถูกดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันแล้วทำให้อ้วน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน
ช่วยป้องกันไขมันในเลือดสูง เพราะเส้นใยของแก่นตะวันจะช่วยดูดซับน้ำมันและน้ำตาลที่เรารับประทานเกินไว้ ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือไขมันเลว ที่เรารับประทานเข้าไปทิ้งออกทางอุจจาระ และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไดร์สูง หากได้รับอินนูลินเป็นประจำก็จะช่วยทำให้ไขมันในเส้นเลือดลดลงได้
ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเส้นใยของแก่นตะวันเป็นตัวช่วยดูดซับไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคดังกล่าวทิ้งออกทางอุจจาระ
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแก่นตะวันมีแคลอรี่ต่ำ ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด แม้จะรับประทานในปริมาณมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ที่ได้รับสารอินนูลินเป็นประจำจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าคนที่กินน้ำตาลมากถึง 40%
ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยในการทำงานของลำไส้ให้เป็นปกติ และช่วยบำรุงสุขภาพของลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ที่ได้รับสารอินนูลินเป็นประจำ จะทำให้ลำไส้ใหญ่จะแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มมากขึ้น และมีปริมาณของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือแบคทีเรียที่เป็นตัวก่อโรคให้ที่ลดลง ทำให้แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดแก๊สกลิ่นเหม็นในร่างกายลดลง หรือแบคทีเรียที่กินซากเนื้อสัตว์ตัวสร้างสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่อย่างอีโคไลก็ลดน้อยลงด้วยเช่นกัน
ช่วยกระตุ้นการดูดซึมของแร่ธาตุหลายชนิด ช่วยปรับสภาพของลำไส้ให้เหมาะสมต่อการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด ที่ไม่สามารถดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก และช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยดูดซึมธาตุแคลเซียมได้มากถึงร้อยละ 20% รวมไปถึงธาตุเหล็ก ฯลฯ
ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ช่วยในขับถ่าย ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยเก็บกวาดของเสียในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี แก้อาการท้องผูกได้ เนื่องจากทำให้อุจจาระมีกากใยมากขึ้น และยังช่วยลดกลิ่นเหม็นของอุจจาระได้อีกด้วย
สมุนไพรแก่นตะวัน สรรพคุณช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องเสีย
สรรพคุณแก่นตะวัน ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำด
แก่นตะวัน สรรพคุณช่วยในการขับปัสสาวะ
ช่วยป้องกันสารพิษอย่างโลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว
คำแนะนำ : แม้จะมีข้อดีอยู่หลายประการ แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง เนื่องจากแก่นตะวันมีคุณสมบัติของเส้นใยอาหารสูง การรับประทานสารสกัดในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีอาการไม่สบายท้อง จุกเสียดแน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือมีอาการคลื่นไส้ เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบได้น้อยและไม่มีผลกระทบต่อผู้รับประทานมากนัก หากคุณรับประทานสารสกัดดังกล่าวในปริมาณที่เหมาะสม หรือเลือกรับประทานในรูปของแก่นตะวันสดในรูปของอาหาร แถมยังช่วยคงคุณค่าของสารอาหารและเส้นใยไว้อย่างครบถ้วนอีกด้วย ดังนั้นการเลือกรับประทานแบบสดๆ จึงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

 

จุ่มกล้วยหอมลงน้ำอุ่นยืดอายุได้ 10 วัน

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ - จุฬาฯ เสนอวิธีง่ายๆ ยืดอายุกล้วยหอม จุ่มน้ำอุ่นอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสนาน 10 นาทีก่อนรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ช่วยเก็บไว้นานถึง 10 วัน เป็นผลดีต่อการส่งออก เกษตรกรทำเองได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือแช่เย็น

ผศ.ดร.กนกวรรณ เสรีภาพ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กล้วยหอม เป็นผลไม้ที่สุกเร็ว การชะลอกล้วยหอมให้คงสภาพ ไม่สุกเร็วจะเป็นประโยชน์ในการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยทั่วไปแล้ววิธีการที่ง่ายที่สุดในการชะลอความสุกของผลไม้คือการแช่เย็นในห้องเย็น เพื่อเก็บรักษาผลไม้ไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ สำหรับกล้วยหอมนั้น วิธีการชะลอความสุกอาจใช้การใช้สารเคลือบผิวผลกล้วย หรือการใช้สารเคมีในการกำจัดหรือดูดซับเอทิลีน ซึ่งเป็นก๊าซที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในกล้วย

ผศ.ดร.กนกวรรณและคณะได้ศึกษาวิจัยวิธีการชะลอการสุกของกล้วยหอมทองด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีผลการศึกษาจากการจุ่มน้ำร้อนต่อการทำงานของสารแอนติออกซิเดนต์และคุณภาพของผลกล้วยหอมทอง โดยได้นำผลกล้วยหอมทองจุ่มในน้ำอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ก่อนการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 10 วัน ผลการศึกษาพบว่า กล้วยหอมทองที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสมีการสุกในวันที่ 8-10 ของการเก็บรักษา โดยมีแนวโน้มของการชะลอการสุกในกล้วยหอม

รวมทั้งมีการชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความสว่างของสีเปลือก ผลการศึกษาสรุปได้ว่าเมื่อนำกล้วยหอมทองจุ่มน้ำณหภูมิดังกล่าวสามารถชักนำสารแอนติออกซิแดนต์ให้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการชะลอการสุกของกล้วยระหว่างการเก็บรักษา สามารถเก็บ กล้วยหอมทองไว้ได้นานขึ้น เนื่องจากความร้อนจะมีส่วนช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เมตาบอลิซึมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเอทิลีนและกระบวนการสุกของกล้วยหอมทอง

วิธีดังกล่าวสะดวก ไม่ซับซ้อน เกษตรกรสามารถทำเองได้โดยง่าย ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค ในส่วนของรสชาติของกล้วยก็มีความอร่อยและหอมหวานเช่นเดียวกับ กล้วยทั่วๆ ไปที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการชะลอการสุกด้วยน้ำอุณหภูมิดังกล่าว ทั้งนี้วิธีการใช้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผลไม้มีการทำมานานแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยชะลอความสุกของผลไม้แล้ว ยังมีส่วนช่วยในการ ฆ่าเชื้อโรคในผลไม้ต่างๆ ได้อีกด้วย

ผศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาวิจัยการชะลอการสุกของกล้วยหอมทองด้วยความร้อนนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ทำการศึกษาในเรื่องการใช้สารธรรมชาติชนิดอื่นๆ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ เอทิลีนร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการทดลองศึกษาวิจัยในผลไม้ชนิดอื่นนอกเหนือจากกล้วยหอมทอง ได้แก่ 
มะม่วง พันธุ์น้ำดอกไม้ และอกร่อง

 

                   มีเครื่องเทสค่าดิน วัดค่า ph ของดิน โชว์ผลแบบมิเตอร์ ราคาเครื่องละ 2,500.บาท สินค้า made in japan  ใช้ง่าย...สดวก  วัดค่าดินจุดละ 2-5 นาทีเท่านั้นรวดเร็ว,เม่นยำ  หากเรารู้ปัญหาของดิน เราก็จะได้แก้ไขดินได้ตรงจุด สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตให้เราได้ เพราะเรารู้พื้นฐานดิน จึงวางแผนการผลิตได้ดีกว่า สินค้าใหม่มาแล้วครับ

         ดินบ้านเราจะมีค่าเป็นกรด เป็นด่าง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพของดิน (เพราะเราใช้ปุ๋ยเคมีมาตลอดเวลาเพาะปลูก ไม่น้อยกว่า 30-50 ปี) หากวัดค่าดินได้ เป็นกรดหรือด่าง เราขอแนะนำให้ใช้ โอทูฟลาโวก้า ไปใช้กับดินที่มีปัญหาเป็นกรดเป็นด่าง  ภายใน 7-10 วันค่าของดินก็จะเปลี่ยนแปลงดีขึ้น จะมีค่าเป็นกลาง คือจะมีค่าอยู่ที่ 5.5-6.5ph ดินที่มีค่าเป็นกลางจะส่งผลให้พืชเจริญเติบโตดี  พืชกินปุ๋ยได้ดี  โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ที่มีโมเลกุลหยาบได้  โอทูฟลาโวก้าจะช่วยขยายโครงสร้างดินให้ร่วนซุ่ย สารโพลีเมอร์ของโอทูฟลาโวก้าจะแทรกซึมในเนื้อดินเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึง 2 เมตร  ทำให้ดินโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สดวก พร้อมทั้งมีสารฟลาโวนอยด์ช่วยเร่งให้พืชเจริญเติบโต  เพิ่มผลผลิตถึง 3 เท่า พืชสมบูรณ์ดีกว่า (หากดินเป็นด่างเราก็เสริมด้วยปุ๋ยเคมี,หากดินเป็นกรดเราก็ต้องเสริมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพของดินนั้น)  เราขอท้าให้คุณลองใช้โอทูฟลาโวก้า  แล้วคุณจะติดใจกับสารอินทรีย์ ที่ปรับสภาพดินได้ดีมากๆ

             สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณอัง.โทร 087-874 7997,089-848 9604

บทความเกี่ยวกับดิน

ดินเสื่อมไม่มีแร่ธาตุ

การแปรสภาพเป็นทะเลทรายตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to Combat Desertification : UNCCD) เป็นความเสื่อมโทรมของที่ดินที่เกิดในพื้นที่แห้งแล้งที่มีค่าสัดส่วนของปริมาณ น้ำฝนรายปีต่อค่าศักยภาพการคายระเหยอยู่ระหว่าง 0.05–0.65 ซึ่งจากข้อมูล 9 สถานีตรวจอากาศของจังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าอยู่ในระหว่างช่วงนั้นพอดี จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีพื้นที่ที่จัดอยู่ในประเภทพื้นที่แห้งแล้งตามอนุสัญญาฯดังกล่าว

ดร.พิทยากร ลิ่มทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัจจุบันความเสื่อมโทรมของดินในประเทศ ไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากดินขาดอินทรียวัตถุมาก โดยเฉพาะพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งทางทฤษฎีดินต้องมีอินทรียวัตถุอยู่ที่ 5% แต่ขณะนี้ในพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำกว่า 0.5% ซึ่งความเสื่อมโทรมของดินต่าง ๆ มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ การเกิดการชะล้างพังทลายของดิน การแพร่กระจายของดินเค็ม ดินเปรี้ยว และการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งผลให้ผลผลิตลดลง เกิดความยากจนและละทิ้งถิ่นฐาน ดังนั้น ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดิน จึงได้พยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดินให้มากขึ้น โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และการวางแผนเพื่อใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน เป็นต้น

ดร.พิทยากร กล่าวถึงงานการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายว่า เป็นการดูแล รักษา วางแผนและจัดการที่ดิน ป่าไม้ และป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้ง เพื่อให้การใช้ที่ดินเกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งจะเห็นได้จากโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ ไทยในปัจจุบัน เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของที่ดินและความแห้งแล้งอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด และสอดคล้องตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป

...นอกจากน้ำแล้ว ดินเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในภาคเกษตร แต่เกษตรกรหรือคนส่วนใหญ่มักจะละเลยไม่ให้ความสำคัญและดูแลมากนัก จึงอยากฝากเกษตรกรให้ช่วยกันดูแลในเรื่องของดินด้วย เพราะเราใช้ประโยชน์จากดินมาอย่างต่อเนื่อง จึงควรปรับปรุง บำรุงรักษา เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนาน...

แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายประเทศที่มีการแปรสภาพเป็นทะเลทราย แต่หากทุกคนยังไม่ยับยั้งการกระทำที่จะก่อให้เกิดการแปรสภาพการเป็นทะเลทราย หรือหากขาดการดูแลที่เหมาะสม เราอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดินได้อีกเลยในอนาคต.



ผู้ตั้งกระทู้ admin :: วันที่ลงประกาศ 2011-07-20 07:49:44


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4011562)

หนูอยากลดความอ้วนมาถูกที่ป่ะเนี่ย >..<

ผู้แสดงความคิดเห็น น้องออย วันที่ตอบ 2016-07-11 13:49:03


ความคิดเห็นที่ 2 (4021057)

กาซะลอง,หนุมานประสานกาย,รางจืด และ ชุมเห็ดเทศ เป็นสมุนไพรรักษาหอบหืดทั้นนั้นเลยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นกน้อย วันที่ตอบ 2016-09-26 10:21:39



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2011 All Rights Reserved.