ReadyPlanet.com


ปลาสลิด บ้านแพ้ว สมุทรสาคร


user image

 

เลี้ยงปลา ต้องโอทู-ฟลาวีน่า ปลาโตเร็ว แข็งแรง สมบูรณ์ ตายน้อย ลดค่าอาหารได้มาก 5แสนลดไป1แสน สุดยอดมาก!!
โอทู-ฟลาวีน่า สั่งตรงจากที่นี่...
ศูนย์-คลังสินค้าโอทู 087-874-7997
https://www.otwopremiumorganic.com
Line id : angotwo
Facebook : angotwo
เลี้ยงปลา ต้องโอทู-ฟลาวีน่า ปลาโตเร็ว เนื้อแน่น อีกต่างหาก!! เจ้าของบ่อชื่อคุณฟิมล์ ครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงปลาสลิด หลังจากหันมาใช้อาหารเสริม โอทู-ฟลาวีน่า ผสมอาหารปลา ปลาโตเร็ว ประหยัดค่าอาหารได้เป็นแสน ลองมาฟังคุณฟิมล์กันนะครับ รู้แบบนี้แล้วใครเลี้ยงปลารีบหามาใช้ได้เล้ย! อย่ารอช้านะครับ

นำเสนอโดย...อาหารเสริมพืชอินทรีย์คุณภาพสูง
โอทูซุปเปอร์พรีเมี่ยมออร์แกนิค 
และโอทูฟลาโวก้าชนิดเม็ด
โอทูทั้งสองชนิดนี้ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน 
เพิ่มผลผลิตให้ได้อย่างแน่นอนเลยทีเดียว

 

 

เช้านี้มีวิธีการปลูกผักบุ้งที่น่าสนใจมาฝากกันครับ

- เพียงแค่มีน้ำ, เมล็ดผักบุ้ง, ตะกร้า, และภาชนะใส่น้ำ
แค่4อย่างเราก็ได้ผักบุ้งสดๆไร้สารเคมีไว้กินในครัวเรือนแล้ว
ใครลองแล้วเก็บภาพมาอวดกันบ้างนะครับ 

 

 

เรามีวิธีการปลูกผักบุ้งที่น่าสนใจมาฝากกันครับ- เพียงแค่มีน้ำ, เมล็ดผักบุ้ง, ตะกร้า, และภาชนะใส่น้ำแค่4อย่างเราก็ได้ผั...

Posted by Angotwo on 7 กันยายน 2015

 

 

                                                                                                                                                                                                  (Cr.Sukan Ster TV)

 

 

 

 

 

“อดีตของสืบ สู่ปัจจุบันของเรา” สืบสาน 25 ปี แห่งเสียงปืนปลุกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

ขอรำลึกถึง....คุณสืบ นาคะเสถียร ตลอดไป

Posted by Angotwo on 2 กันยายน 2015

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กล่าวไว้ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความฉลาด Imagination is more important than intelligence 

หลักการนี้ได้ผ่านบทพิสูจน์มานับครั้ง ไม่ถ้วน "รอน ไวท์" เป็นผู้หนึ่งที่ท้าพิสูจน์เรื่องนี้ผ่านชีวิตจริง 

17 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ "รอน ไวท์" เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้ชายธรรมดาที่มีความฝันว่า วันหนึ่งจะมีความจำเป็นเลิศแบบไอน์สไตน์ ทันทีที่ได้ยินข่าวว่ามีการเปิดอบรมเรื่องความจำแบบ "ไอน์สไตน์" เขาจึงไม่ยอมละทิ้งโอกาสดีๆ รีบสมัครเข้าร่วมโครงการ

และวันนี้ "รอน ไวท์" กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในฐานะผู้ที่มีความจำยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง ของโลก เป็นวิทยากรชื่อดังด้านการฝึกฝนความจำโดยวิธีพัฒนาความคิดแบบไอน์สไตน์ที่ ใครๆ ก็อยากฝากตัวเป็นศิษย์

"รอน" บอกกับทุกคนว่า ทุกคนสามารถทำได้ สามารถจำหลายสิ่งหลายอย่างได้ เพียงแต่รู้จักพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีระเบียบในการจำ

แบบทดสอบแรกที่ "รอน" ใช้สอน ผู้กระหายอยากมีความจำเป็นเลิศคือ คำง่ายๆ 20 คำ นั่นคือ ฟูจิ น้ำแข็ง ต้นไม้ จักรยาน สุนัข น้ำ 1 แก้ว รองเท้า ทีวี หมอน สปริง เครื่องบิน โตเกียว แมว หมวกสีดำ แว่นตา เสื้อสีน้ำตาล เช็คมูลค่า 100,000 บาท รถคันใหม่ สุนัข และฟูจิ

หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกหงุดหงิด คำตั้งเยอะจะจำอย่างไรได้ เทคนิคง่ายๆ ที่ "รอน" บอกว่าเป็นพื้นฐานของการจำ นั่นคือการผูกคำเหล่านี้เป็นห่วงโซ่ให้กลายเป็นเรื่องราว

 

กรณีนี้ "รอน" ให้ทุกคนลองจินตนาการว่าเราไปที่ภูเขาฟูจิ ที่นั่นมีน้ำแข็ง ต้นไม้ จักรยานจอดอยู่ เจอสุนัขใส่รองเท้าคู่หนึ่ง กำลังถือน้ำอยู่ในมือ 1 แก้ว นอนดูทีวีอยู่บนหมอนและที่นอนสปริง จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินไปโตเกียว เจอแมวใส่หมวกสีดำ ใส่แว่นตา ใส่เสื้อสีน้ำตาล ในมือมีเช็คมูลค่า 100,000 บาท เตรียมไว้สำหรับซื้อรถคันใหม่ แล้วเจอสุนัขอีกตัวก่อนบินกลับภูเขาฟูจิ 

เท่านี้ทุกคนก็สามารถที่จะจำคำต่างๆ ที่บอกไปได้ทั้งหมด "รอน" บอกถึงเคล็ดลับในการจำ มีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ

1. ชัดเจน (focus) โฟกัสสิ่งที่ต้องการจดจำให้ชัดเจนว่าคืออะไร มีความโดดเด่นตรงไหน ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พลังของการจดจำมีประสิทธิภาพ

2. บันทึก (files) เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ หากคุณต้องการเรียกคืนเอกสารจากคอมพิวเตอร์กลับมาใช้อีก คุณจะต้องบันทึกโฟลเดอร์หรือไฟล์งานนั้นไว้เพื่อเรียกใช้ในภายหลัง ความทรงจำของคุณเช่นกันที่มีกลไกการทำงานแบบเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อให้สามารถเรียกข้อมูลกลับมาใช้ได้ในระยะเวลาต่อมา ทุกคนจำเป็นต้องบริหารจัดการความทรงจำ และจัดเก็บข้อมูลไว้ในตู้เก็บไฟล์แห่งความทรงจำอย่างมีระบบและมีระเบียบ เพื่อเวลาเรียกใช้จะได้ง่ายขึ้น

3. ภาษาภาพ (pictures) เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ทุกคนจำเป็นต้องจินตนาการสิ่งที่ต้องการจำให้เป็นภาพที่คุ้นเคย หรือภาพที่สะดุดตา พูดง่ายๆ อะไรก็ตามที่ต้องการจดจำจะต้องแปลงให้อยู่ในรูปแบบของภาษาภาพเสมอ และนี่คือเหตุผลที่อธิบายถึงการจดจำหน้าตาของผู้คน แต่ไม่สามารถจำชื่อได้เนื่องจากทุกคนมองเห็นรูปหน้าคน

แต่มองไม่เห็นชื่อของคนคนนั้น เวลาเจอหน้ากันอีกครั้งจึงรู้สึกคุ้นตาแต่จำชื่อไม่ได้ การจำเป็นภาพก็ใช้หลักการเดียวกัน ดังนั้นหากคุณต้องการจดจำบทกวี ตัวเลข ที่อยู่ ข้อมูลจากชั้นเรียน ข้อความในหนังสือ หรืออะไรก็ตาม จะต้องแปลงสิ่งเหล่านั้นให้เป็นภาพเสียก่อน เพื่อให้มองเห็นและจดจำมันได้

4. ติดตรึง (glue) การจะจดจำบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นต้องมีความโดดเด่นเพียงพอที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ กระทบกับความรู้สึกของตัวเองอย่างแรง หากสังเกตช่วงชีวิตที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าความจำจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำได้ก็ต่อเมื่อภาพนั้นมีความ เคลื่อนไหว มีความรู้สึก หรือมีสิ่งพิเศษบางอย่างมาเชื่อมโยงกับตัวเรา

และนี่เป็นคำตอบว่าทำไมคุณจึงสามารถนึกถึงรายละเอียดของอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อ 20 ปีก่อนได้อย่างแม่นยำ หรือนึกย้อนถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อนได้ ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่คุณสามารถนึกถึงเหตุการณ์ดีๆ อย่างเช่นตอนที่คุณให้กำเนิดลูก หรือวันแต่งงาน

ดังนั้น ภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจำ จะต้องเป็นภาพที่ติดตรึงในความทรงจำได้ดี มีความเคลื่อนไหว หรือความรู้สึกร่วมด้วย และหากเป็นภาพที่มีความพิเศษมากก็จะยิ่งช่วยให้จำได้ดีขึ้น

5. ทบทวน (review) การทบทวนสิ่งที่บันทึกไว้ในความทรงจำ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้สามารถจำ สิ่งต่างๆ ได้ในระยะยาว

วิธีการง่ายๆ ตื่นเช้าขึ้นมาให้ถามตัวเองว่า เมื่อวานนี้เราได้พบใครบ้าง เพื่อจะทบทวนรายชื่อของคนที่เราได้พบ แล้วดูว่ามีกี่คนที่คุณสามารถจำได้ ตรงนี้ถือเป็นแบบฝึกหัดที่ดี แถมยังช่วยเพิ่มเติมข้อมูลไปในเมโมรี่ส่วนตัวไปพร้อมๆ กันด้วย

ถ้าทุกคนสามารถทำได้ตามขั้นตอนนี้ ต่อไปไม่ว่าจะเป็นการพูดหน้าห้อง หรือพรีเซนต์งานต่างๆ ก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง

ก่อนเข้าสู่กระบวนการจำ 5 ขั้นตอน ทุกคนจะต้องแบ่งพื้นที่ในสมองออกเป็นห้องๆ แล้วสร้างแฟ้มข้อมูล นำประเด็นต่างๆ มาแปลงให้เป็นรูปภาพที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น สิ่งต่างๆ ภายในบ้าน สถานที่ทำงาน เมืองสำคัญๆ หรือรายละเอียดของร่างกาย แล้วให้หมายเลขสิ่งของเหล่านั้นเพื่อช่วยในการจำให้ง่ายขึ้น

ทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องที่พัฒนาได้ เพียงแต่ทุกคนต้องมีจินตนาการ

"ถ้าอยากจำอะไร ก็สร้างภาพแล้วใส่ทุกอย่างในแฟ้ม ไม่ว่าจะจำ 100 สิ่ง 1,000 อย่าง ไม่ว่าสิ่งที่อยากจำจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ก็ใช้หลักการพื้นฐาน 5 ขั้นตอนเหมือนกัน แทนสิ่งที่ต้องการจำด้วยรูปภาพหรือหมายเลข และหากต้องการจำได้ในระยะยาวจะต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ผ่านไป 1 สัปดาห์กลับมาทบทวนครั้งหนึ่ง ผ่านไป 1 เดือนกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ความจำก็จะคงอยู่กับเราตลอดไป"

และนี่เป็นเคล็ดลับง่ายๆ การเพิ่มศักยภาพในการจำให้กับสมองของทุกคนนั่นเองครับ

 

 

 

อ่านให้จบนะครับ

"ชาติหน้า ผมไม่ขอเป็นลูกของแม่อีกแล้ว!

เจ้าของบทประพันธ์: มิสเตอร์หูถิงโซ่ว นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน(ไถต้า) 

เขาเกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบจากไขประสาทเสื่อม(ALS, Amyotrophic lateral sclerosis) 
แต่เขามีสติปัญญาดีกว่าคนรุ่นเดียวกัน เขาเป็นลูกคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว(Single mom) 
คุณแม่ของเขาคือคุณเหอเหม่ยจินเลี้ยงดูเขาเพียงลำพังตั้งแต่เล็กจนโต เพราะเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบฯ จึงทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก 
คุณแม่ของเขาลาออกจากการเป็นผู้จัดการบริษัทประกันภัย ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อเลี้ยงดูลูก ต่อมาบริษัทของคุณเหอก็ปิดตัวลง แม่ลูกจึงเก็บผักที่แม่ค้าไม่เอาแล้วในตลาดและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใกล้หมดอายุในซุปเปอร์มาร์เก็ตมาประทังชีวิต 
ทุกครั้งที่เขาเห็นสกู๊ปชีวิตในทีวี เขาจึงมักจะเอ่ยอยู่เสมอว่า “อันนี้มันน่าสงสารแล้วเหรอ!” 
…………………………………………………………..

“ แม่ครับ
วันนี้เป็นวันเกิดของผม วันนี้เมื่อ23ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ แม่เหนื่อยและลำบากเพราะผมมาก
เป็นเรื่องที่ใครๆก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ลูกชายคนนี้ของแม่เกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบฯ แม่ทนกับคำถากถางของญาติพี่น้องในทุกๆวันได้อย่างไร? แม่ทิ้งเงินเดือนในตำแหน่งผู้จัดการอันสูงลิ่ว ชีวิตครอบครัวจบลงด้วยการหย่าร้าง แม่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเลี้ยงดูผมมาลำพังจนเติบใหญ่ ที่จริงแม่ทิ้งผมไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าก็ได้ แต่แม่ก็ไม่ทำ เพราะอะไร?
คุณหมอบอกว่า 
“เด็กคนนี้น่าจะอยู่ได้สัก 6ปี หรือ 12ปี แต่ไม่เกิน 18ปี ”
ผมไม่รู้ว่าเมื่อแม่ได้ยินข่าวร้ายอย่างนี้ ทำไมยังพูดคุยหัวเราะบอกกับผมว่า 
“คุณลุงหมอบอกแม่ว่า ลูกจะหายตอนอายุ6ขวบ และจะหายเป็นปกติตอนอายุ 12ขวบ”
ตอนที่ผมอายุได้18ปี อาการป่วยของผมกำเริบหนัก ทำให้ผมอยากตายให้มันแล้วๆไป ผมไม่รู้ว่าคนตกงานอย่างแม่ทำได้ยังไง ที่ไม่ให้สิ่งเหล่านี้มากดทับซ้ำเติมคนอ่อนแออย่างผม

วันนี้ ผมอายุ23ปีแล้ว ที่ผมอยู่ได้มากขึ้นในแต่ละวันก็เพราะแม่ส่งเสริมก็เพราะเกียรติของแม่ ตอนที่เรียนมัธยม แม่ทำงานใช้หนี้จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จึงทิ้งโอกาสที่จะเดินทางไปเกาสยงเพื่อไปรับรางวัลคุณแม่ดีเด่น แต่วันนี้ผมภูมิใจในแม่มาก ผมอยากจะบอกแม่ดังๆว่า “ผมรักแม่ แม่คือคุณแม่ดีเด่นในใจผมตลอดไป”

ตอนเล็กๆ ผมไม่เข้าใจและผมก็โมโหมาก ทุกครั้งที่ผมหกล้ม แม่ไม่เคยมาพยุงผมเลย ต่อให้ผมคลานอยู่กับพื้นที่สวนสาธารณะ ถูกผู้คนมองนานเป็น10-20นาที แม่ก็ไม่เคยเข้ามาพยุงผม ผมต้องกัดฟันจับเก้าอี้พยุงตัวเองขึ้นมา 

เมื่อผมโตผมจึงเข้าใจ คนที่เป็นโรคเดียวกับผมไม่มีใครเดินได้ หากแม่ไม่ใจดำกับผม ผมคงจะฝึกเดินเองไม่ได้จนถึงตอนนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าแม่ทนได้ยังไงที่จะไม่เข้ามาพยุงผม ทุกนาทีที่ผมล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้น มันไม่ใช่เหมือนมีดที่คอยกรีดใจแม่เป็นร้อยๆพันๆปีหรอกหรือ?

ยิ่งใครๆเขาสงสารผม แม่ก็ยิ่งเรียกร้องกับผม ตอนเป็นเด็กกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง เวลาเขียนตัวหนังสือก้เหมือนไก่เขี่ย ผมเขียนได้บรรทัดหนึ่ง แม่ก็ฉีกไปหน้าหนึ่ง เกรดไม่ดี คะแนนลดไปหนึ่งคะแนน แม่ก็ตีผม “เดินก็ไม่ถนัด ยังจะมาเรียนหนังสือแย่อีก แม่ตายไปแล้วลูกจะทำยังไง?”

ผมเรียนมัธยมจนถึงเรียนมหาลัยแห่งชาติได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะแม่คอยเตรียมการให้ การเรียนไม่ใช่สาเหตุของความสำเร็จในชีวิต แต่นี่มันปูด้วยหยดเลือดและน้ำตาของแม่ แส้ที่แม่ตีผม ทุกครั้งที่แม่ตีถูกเนื้อผมก็เจ็บไปถึงใจของแม่ แม่ยอมทนเจ็บที่ใจเพื่อให้ผมยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ใครเขามาสมเพชผม

ตอนที่แม่เปิดบริษัทเอง ไม่ว่าจะยุ่งยังไงก็ตาม แต่ก็จะมาส่งข้าวกลางวันให้ผมด้วยตัวเองทุกครั้ง ก็เพราะผมชอบกินข้าวกล่องของร้านนั้นเป็นพิเศษ แต่แม่ก็มาไม่ทันข้าวเที่ยงสักวัน ผมต้องถูกลงโทษให้ไปกินนอกห้องช่วงพักเรียนตอนบ่ายทุกวัน แต่ที่ผมไม่เคยบอกแม่เลยก็คือ ทุกวันที่ผมได้เห็นแม่ในช่วงกลางวัน ต่อให้แป๊บเดียว ผมก็มีความสุขมาก

ตอนที่ผมเรียนมัธยม บริษัทที่แม่เปิดต้องปิดลงเพราะหุ้นส่วนใจดำทั้งหลาย แม่จึงไปรับจ๊อบที่สำนักงานบัญชีเพื่อประทังชีวิต แต่ฟ้ายังไม่สว่างเลย แม่ก็ไปทำงานที่ร้านขายอาหารเช้าแล้ว ตอนเย็นก็ไปล้างถ้วยที่ร้านอาหารบุฟเฟต์อีก เพื่อที่จะได้เอาอาหารที่เหลือขายมาให้ผมกิน

จำได้ว่ามีอยู่คืนหนึ่ง ประมาณ5ทุ่ม แม่ยังไม่มารับผมที่โรงเรียน ครูสอนพิเศษพาผมลงไปรอแม่ที่เซเว่น 
“เอ๊า! จะดื่มอะไร เลือกเอง ”
ผมยืนอยู่หน้าตู้แช่ กลอกตามองไปมา ผมไม่เคยใช้เงิน และก็ไม่ชินกับการซื้อเครื่องดื่ม จึงไม่รู้จะเลือกอย่างไร?
“อื่อ อันนี้อร่อยดีนะ” ครูสอนพิเศษหยิบชานมกระป๋องเขียว2กระป๋องไปจ่ายเงินที่เค้าเตอร์
ผมเข้าใจคำว่าเลือกในทันที ผมไม่มีเงิน ผมจึงเลือกเครื่องดื่มที่ผมชอบไม่ได้ ชีวิตของแม่ก็เช่นกัน แม่ก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน ในตอนนั้น ผมคิดแต่เพียงว่า หากแม่มีเงินแม่ก็คงมีทางเลือกมากขึ้น ผมไม่ต้องการเป็นเศรษฐี แต่อย่างน้อย ผมอยากเป็นคนเลือกบ้าง เลือกในสิ่งที่ผมต้องการ และที่ผมต้องการก็คือ อยากให้แม่กลับบ้านเร็วหน่อย ตอนเช้าตื่นสายๆหน่อย

ตอนที่เรียนมัธยม โรคได้กำเริบรุนแรง ทำให้ผมขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองไม่ได้ ไม่สามารถเดินไปรับอาหารกลางวันฟรีที่สหกรณ์ได้อีก ตอนที่ต้องนั่งล้อเข็นใหม่ๆผมรับไม่ได้กับอุปกรณ์ส่วนเกินนี้ นอกจากร้องไห้แล้ว ผมก็อยากให้ชีวิตของผมมันจบๆไปซะที ผมถามฟ้าเบื้องบนอยู่เสมอว่า “ทำไมท่านทำกับผมอย่างนี้?” ผมรู้ว่าแม่เจ็บปวดมากกว่าผม แต่แม่กล้ำกลืนอดทนมันไว้ ทุกครั้งที่ผมร้องไห้จนเหนื่อยหอบอยู่บนโต๊ะ แม่ก็จะแซวผมว่า “ดื่มน้ำเพิ่มไหม เสียน้ำตาไปมากแล้ว เดี๋ยวน้ำในตัวจะหมด”

ในวันนั้น ผมเอามีดทำอาหารของแม่เตรียมกรีดข้อมือตัวเอง แม่เห็นก็เข้ามาแย่ง แม่เอามือของแม่จับคมมีดฉุดไปจากผม แม่ไม่ได้กลัวว่ามีดจะบาดมือแม่ยังไง แม่ห่วงแต่ว่าจะให้ผมมีชีวิตต่อได้ยังไง ผมตกใจจนต้องปล่อยมือจากมีดนั้น คลานไปนั่งที่มุมห้อง
“ไม่ต้องงอแงเลย เอามีดมาให้แม่ แม่จะไปทำข้าวเย็น!”

ผมรู้สึกมันไร้สาระมาก ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว แม่ยังจะมาทำข้าวเย็นให้กินอีก แต่แม่รู้ไหมครับ คำๆนี้ของแม่อยู่กับผมในช่วงเวลาที่ชีวิตดิ่งลงเหวลึกเสมอมา “ไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานเพียงใด พรุ่งนี้ก็ยังคงจะมาถึง ชีวิตยังคงต้องสู้ต่อ” นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากวันนั้น ขอบคุณแม่มาก ที่เลี้ยงดูผมมาอย่างไม่ปรักปรำพร่ำบ่น

แม่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก หากชาติหน้ามีจริง ผมจะไม่ขอเป็นลูกของแม่อีก ผมจะขอเกิดมาเป็นพ่อของแม่ เป็นแม่ของแม่ ผมขอเป็นคนดูแลแม่ ไม่ต้องให้แม่เจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างนี้อีก
แม่ครับ ผมรักแม่!”

credit: นุสนธิ์บุคส์



ผู้ตั้งกระทู้ angotwo (angotwo-at-gmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2014-07-05 19:34:22


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2011 All Rights Reserved.